Monthly Archives: ตุลาคม 2011

ใส่พื้นหลังใน wordpress

เทคนิคการแต่งบล็อกใน wordpress.com ให้น่าสนใจอีกวิธีหนึ่ง คือ การ ใส่พื้นหลังในบล็อกของเรา…ค่ะ

        ต้องบอกตรงๆ เลยว่า วิธีการหรือขั้นตอนการใส่พื้นหลัง ได้ความรู้มาจาก พี่ ๆ แนะนำ เพราะเรา เห็นแล้ว เกิดความสงสัยว่าทำอย่างไร จึงถาม…สุดท้ายเลยได้คำตอบ….จึงคิดว่า หลายท่าน อาจเหมือนกันที่เห็น บล็อกคนอื่นแล้ว อยากทำ แต่ยังทำไม่ได้…มีคำตอบค่ะ

ขั้นตอนการใส่พื้นหลัง

1. ไปที่ รูปแบบบล็อก —> พื้นหลัง

2. เลือกไฟล์ภาพ ใส่พื้นหลัง แล้ว กด อัปโหลด ….กำหนดการแสดงพื้นหลัง ตามต้องการ

ตัวอย่างการใส่พื้นหลังค่ะ

เท่านี้ บล็อกของเราก็มีภาพพื้นหลังสวย ๆ แล้วค่ะ…ลองทำดูนะค่ะ…

โฆษณา

ดีเดย์ 1 มิ.ย.56 ขอตั๋วครูต้องผ่านสอบวัดความรู้จากคุรุสภาก่อน

ดีเดย์ 1 มิ.ย.56 ขอตั๋วครูต้องผ่านสอบวัดความรู้จากคุรุสภาก่อน

“ดิเรก” ชี้บอร์ดเห็นชอบแก้ไขข้อบังคับแล้วพร้อมกำหนดช่วงจัดสอบ 2 ช่วง เริ่ม ก.ค.55 และ ม.ค.56 คาดอนาคตคนต่อใบอนุญาตจะต้องผ่านการประเมินสมรรถนะการสอนและประเมินคุณธรรม จริยธรรมด้วย

นายดิเรก พรสีมา ประธานคณะกรรมการเลขาธิการคุรุสภา (คุรุสภา) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่มีการเสนอแก้ไขข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ โดยปรับแก้ให้ต่อไปผู้จะขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้นจะต้องผ่านการสอบวัดความรู้จากสำนักงานคุรุสภา และต้องสอบผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่คุรุสภากำหนดจึงจะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา คุรุสภาจะออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ให้กับนักศึกษาที่เรียนในหลักสูตรที่ผ่านการรับรองอย่างถูกต้อง และสภามหาวิทยาลัยรับรองการจบการศึกษา เมื่อมหาวิทยาลัยส่งรายชื่อนักศึกษาที่จะขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูมายังคุรุสภาก็จะทำการอนุมัติให้ทันที

ประธานคุรุสภา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2556 เป็นต้นไปผู้ที่มาขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจากคุรุสภานั้น นอกจากจะต้องเป็นผู้ที่เรียนในหลักสูตรที่ผ่านการรับรองอย่างถูกต้อง และสภามหาวิทยาลัยรับรองการจบการศึกษาแล้ว ก็จะต้องผ่านการสอบวัดความรู้จากคุรุสภาและมีผลการสอบแนบมาพร้อมการยื่นขอใบอนุญาต หากไม่มีทางคุรุสภาจะไม่พิจารณาให้ อย่างไรก็ตาม คุรุสภาได้กำหนดช่วงเวลาเปิดการสอบไว้ 2 ช่วง คือ ครั้งแรกในเดือน ก.ค.2555 และช่วงที่ 2 เดือน ม.ค.2556 ในส่วนของการออกข้อสอบนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดทำข้อสอบโดยข้อสอบจะเป็นแบบปรนัย

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีแนวคิดว่าในอนาคตผู้ที่จะขอต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้น ซึ่งจะต้องต่อทุก 5 ปีนั้น ควรจะเข้าสู่กระบวนการประเมินสมรรถนะการสอนด้วย ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการหารือถึงแนวทางที่ชัดเจน แต่เบื้องต้นคาดว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการกลางที่ประกอบด้วย ครู ผู้ปกครอง เป็นต้น ที่จะทำหน้าที่ติดตามประเมินการสอนในชั้นเรียน ขณะเดียวกันก็จะให้มีการประเมินด้านคุณธรรม จริยธรรมด้วย ซึ่งปัจจุบันก็มีการประเมินอยู่แต่เครื่องมือที่ใช้ยังมีจุดอ่อนซึ่งจะไปหาวิธีการสร้างเครื่องมือที่สามารถประเมินได้เข้มข้นยิ่งขึ้น

“วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ดังนั้นเราก็ต้องทำให้มาตรฐานวิชาชีพครูมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับเหมือนวิชาชีพอื่นๆ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและเพื่อความเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเรามีครู และผู้บริหารประมาณ 1 ล้านคน ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยในจำนวนนี้เป็นครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประมาณ 403,000 คน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 100,000 คน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประมาณ 40,000 คน นอกจากนั้น อยู่ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแต่ยังไม่มีงานทำ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ระหว่างรอสอบบรรจุ รวมถึงกลุ่มที่เป็นข้าราชการเกษียณอายุที่ยังขอต่อใบอนุญาตต่อเนื่อง” นายดิเรก กล่าว

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 ตุลาคม 2554

รถน้ำท่วมประกันจ่ายหรือเปล่า รถยนต์ของเราเสียหายจากน้ำท่วม จะทำอย่างไรดี?

 

 

 

ที่มาภาพ  http://www.viriyah.co.th/news/news_pr_531025.asp

ในสถานการณ์ที่เกิดน้ำท่วมหนักแบบนี้ หากรถยนต์ของเราเสียหายจากน้ำท่วม จะทำอย่างไร?
มีคำตอบเชิงแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายดังนี้

กรณีรถยนต์เสียหายเพราะเหตุน้ำท่วม ท่านสามารถเรียกร้องต่อบริษัทประกันได้หรือไม่

ก่อนอื่นท่านจะต้องสำรวจข้อมูลของตนเองว่า ท่านได้ประกันรถยนต์ไว้ตามกรมธรรม์ประเภทใด เพราะแต่ละประเภทมีความคุ้มครองที่แตกต่างกัน ซึ่งโดยปกติแล้วจะมี 3 ประเภท ได้แก่

ประเภท 1(ชั้น 1 ) ความคุ้มครอง คือ
• ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก และผู้โดยสารในรถ
• ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
• ความเสียหายของตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย
• ความเสียหายต่อตัวรถยนต์เนื่องจากไฟไหม้ และการสูญหาย

ประเภท 2 (ชั้น 2) ความคุ้มครอง คือ
• ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก และผู้โดยสารในรถ
• ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
• ความเสียหายต่อตัวรถยนต์เนื่องจากไฟไหม้ และการสูญหาย

ประเภท 3 (ชั้น 3) เป็นประเภทที่ให้ความคุ้มครองเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ดังนี้
• ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก และผู้โดยสารในรถ
• ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก

ในปัจจุบันมีกรมธรรม์ประเภทพิเศษ 2+ / 3+ ผู้เอาประกันภัยประเภทนี้ จะได้รับความคุ้มครองแบบมีเงื่อนไขตามแต่บริษัทประกันกำหนด เช่น
1. อุบัติเหตุที่เกิดจากการชนกับยานพาหนะทางบก เท่านั้น

2. ต้องมีคู่กรณี

3. เป็นฝ่ายผิด

4. รับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรก 1,000 บาท (ตามที่ระบุ) ต่อการซ่อมรถคันที่เอาประกัน
   ดังนั้น เป็นที่ชัดเจนว่าสำหรับการทำประกันรถยนต์ภาคสมัครใจนั้น (ที่ท่านเลือกทำกับบริษัทประกันต่างๆ นั่นแหละ เรียกว่า ภาคสมัครใจ ไม่ได้โดนบังคับแต่อย่างใด) กรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม มีเพียงกรมธรรม์ประเภท 1 หรือประกันชั้น 1 เท่านั้น ส่วนประเภท 2, 3, 2+, 3+ ไม่ได้รับความคุ้มครองเรื่องความเสียหายจากน้ำท่วมรถ
!!!!! แต่มีประเด็นที่ท่านจะต้องรับรู้ไว้เพิ่มเติม คือ ท่านอาจจะต้องชำระค่าเสียหายส่วนแรก 1,000 บาท ของความเสียหายอันมิได้เกิดจากการชนหรือคว่ำ ตามประกาศ คปภ. ฉบับ ที่ 22/2551 ซึ่งเดิมนั้น กำหนดไว้ที่ 2,000 บาท เพราะความเสียหายอันเกิดจากการประสบภัยน้ำท่วมไม่ใช่ความเสียหายอันเกิดจากการชน ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องติดตามการตีความของคปภ.ต่อไป!!!!! (อาจต้องทำใจจ่าย 1,000 บาท ค่ะ)
เกณฑ์การพิจารณาค่าสินไหมทดแทนจากน้ำท่วม 
หากท่านทำประกันรถยนต์ ชั้น 1 ไว้และรถเกิดความเสียหายจากน้ำท่วมนั้น สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ โดยปกติจะต้องพิจาณาจาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามจริง ดังนี้
1. เสียหายสิ้นเชิง (total loss) ในที่นี้หมายถึงเสียหายจนไม่อาจซ่อมให้อยู่สภาพเดิมได้ หรือค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่ารถยนต์ ขณะเกิดความเสียหาย เช่น โดยน้ำท่วมทั้งคันหรือ ท่วมเกินคอนโซลหน้า
2. เสียหายแต่ไม่ถึงเสียหายสิ้นเชิง  (partial loss) ในกรณีนี้ บริษัทรับประกัน จะซ่อมให้จนรถกลับสู่สภาเดิมก่อนเสียหาย

 การที่กรมธรรม์ไม่ได้ระบุความรับผิดไว้ชัดเจนกรณีน้ำท่วมนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยกเว้นความรับผิดได้นะค่ะ ดังนั้น ถ้าบริษัทฯประกันไหนอ้างว่า ไม่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ท่านสามารถฟ้องร้องได้ (กรณีท่านที่ไม่ได้ทำประกันไว้ อย่าเพิ่งเครียดค่ะ ลองติดตามข่าวต่อไปว่า หน่วยงานไหนที่ท่านจะสามารถใช้สิทธิ หรือขอรับเงินเพื่อชดเชยความเสียหายได้บ้าง อาจได้ไม่เต็มที่แต่ต้องสู้ต่อไปค่ะ)

ต่อไปก็จะเป็นข้อแนะนำ/ข้อควรปฏิบัติกรณีเกิดความเสียหายขึ้นกับรถ อันเนื่องมาจากภัยน้ำท่วม

ข้อควรปฏิบัติ กรณีรถยนต์ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เมื่อรถยนต์ของท่านได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้

1. ก่อนอื่น ท่านควรแยกเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับรถของท่าน และเอกสารเกี่ยวกับการประกันรถยนต์ เช่น กรมธรรม์ ไว้นอกรถ เพราะท่านต้องใช้อ้างอิงในการแจ้งข้อมูลแก่บริษัทประกัน
2. ท่านควรแจ้งบริษัทประกันทันที ที่ทราบความเสียหาย (แจ้งเคลม)
3. ท่านควรถ่ายภาพรถยนต์ และความเสียหายที่เกิดขึ้นเก็บไว้เป็นข้อมูล และใช้ชี้แจงแก่บริษัทประกัน
4. ในกรณีที่บริษัทประกันไม่สามารถส่งพนักงานไปบันทึกและตรวจสอบความเสียหายได้ (อาจเพราะไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้) ท่านควรถ่ายภาพไว้ตามข้อ 3. และควรให้บุคคลอื่น เช่น คนในครอบครัว หรือ เพื่อนบ้าน เป็นพยานที่สามารถยืนยันความเสียหายที่เกิดขึ้นได้
5. กรณีที่ไม่สามารถแจ้งบริษัทประกัน หรือภาพภาพไว้ได้ ท่านควรบันทึกรายละเอียดข้อมูลความเสียหายไว้เช่น วันที่ที่เกิดความเสียหาย สภาพความเสียหายเท่าที่ประจักษ์ได้ด้วยตา และรีบแจ้งบริษัทประกันทันทีเมื่อท่านสามารถแจ้งได้
6. จากข้อ 5. หากท่านสามารถไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เพื่อขอให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน เกี่ยวกับเหตุ และข้อมูลความเสียหายของรถยนต์เบื้องต้นเท่าที่ท่านเห็นประจักษ์ด้วยตา จะเป็นประโยชน์แก่ท่านเป็นอย่างมาก

หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านนะค่ะ

ที่มา  http://www.xn--12cgi8dhcb9dh5cya9fledd95b.com/index.php?topic=3.0 สำนักงานทนายความ

แก้ไข Restart computer หลังจากการ Update windows

จากการที่ เจอปัญหา วินโดว์ให้ืำทำการ Restart Computer หลังจากที่เราได้update windows เรียบร้อยแล้ว computer ของเราจะ “บังคับ” ให้เรา restart ทุกครั้ง กลายเป็นความรำคาญใจในการทำงานซะงั้น

ปัญหาเล็ก ๆ สำหรับใครบางคน แต่ยิ่งใหญ่สำหรับ เราซะแล้ว ….เพราะ ไม่รู้ ไม่รู้จะแก้อย่างไร ….>>> google มีคำตอบ และช่วยเราได้จริง ๆ ทำให้เจอบทความดี ๆ ที่ กูรูเขาทำ HOWTO ไว้ ลองทำตาม ง่ายและแก้ได้ …เลยนำมาเก็บและเผยแพร่ต่อ (((กันลืม)))

ลองทำตามกันค่ะ

windows 7

1. Start > พิมพ์ Gpedit.msc หลังจากนั้นจะเห็น gpedit อยู่ข้างบนให้เราคลิกมันไป 1 ครั้ง ตามรุป

 

2. จากนั้นให้เรมอง Path ดังนี้

Local Computer Policy -> Computer Configuration -> Administrative Templates -> Windows Components -> Windows Update แล้ว Double click ที่ “No auto-restart for scheduled Automatic Update installation ด้านขวามือ

3. จากนั้นเปลี่ยนจาก Not Configuerd ให้เป็น Enabled แล้วกด OK หลังจากนั้น Restart computer 1ครั้ง

หลังจากนั้นเราก็ไม่ต้องมา Restart computer ทันทีทุกครั้งหลังจากที่ Windows Update ให้

ทำให้เราไม่ต้องมานั่งหงุดหงิดกับ Pop-up ที่เด้งขึ้นมาถามว่าจะ Restart computer เลยไหม

ขอบคุณ http://itithai.com